ตอบสั้น ๆ ก่อน
การลองวางคำอย่าง “อาจจะกังวล” หรือ “เหงานิดหน่อย” ไว้ข้างความรู้สึกตอนนี้ อาจเป็นเบาะแสให้สำรวจสภาวะของตัวเอง มีการทดลองที่พบว่าการตอบสนองเปลี่ยนไปเมื่อบอกอารมณ์เป็นคำพูด แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะรู้สึกดีขึ้น ไม่ต้องค้นหาคำที่ตรงที่สุดตลอดเวลา “ยังไม่รู้” ก็จดไว้ได้
ประเด็นสำคัญ
- การเรียกชื่อความรู้สึกคือการบอกว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร ไม่ใช่การตัดสินบุคลิกหรือวินิจฉัยโรค
- การตอบสนองของสมอง ร่างกาย และความทุกข์ที่เจ้าตัวรู้สึก ต้องอ่านแยกจากกัน
- การเลือกคำบอกอารมณ์มีทั้งผลที่ความทุกข์ลดลงและเพิ่มขึ้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการทดลอง
- บันทึกประจำวันเริ่มจากคำสั้น ๆ หรือ “อาจจะ” ได้ และพักได้ในวันที่ไม่อยากบอกเป็นคำพูด
ลองวางคำชั่วคราวไว้ข้างความรู้สึกตอนนี้
ในทางจิตวิทยา การใช้คำอธิบายเนื้อหาที่เกี่ยวกับอารมณ์เรียกว่า affect labeling หรือการระบุชื่ออารมณ์ บางงานวิจัยให้เลือกคำสำหรับอารมณ์บนใบหน้าในภาพถ่าย บางงานให้บอกความรู้สึกของตัวเอง
ในชีวิตประจำวัน อาจเป็นการเติมว่า “อาจกังวลเรื่องพรุ่งนี้” หรือ “ที่ไม่มีข้อความตอบกลับ อาจทำให้เหงานิดหน่อย” ไว้ข้างคำว่า “รู้สึกไม่ค่อยไหว” โดยยังไม่ต้องสรุปแน่นอน
ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างเดียว “ตั้งตารอ แต่ก็กังวลด้วย” “ดีใจ แต่ก็เหนื่อย” หลายความรู้สึกอยู่ด้วยกันในบันทึกได้ จะเริ่มจากสภาพร่างกายอย่างความเหนื่อยก็ได้เช่นกัน

ภาพ 1 ตัวอย่างคำชั่วคราวสำหรับความรู้สึกและสภาพร่างกาย ไม่ใช่การประเมินอารมณ์หรือขั้นตอนที่ผ่านการพิสูจน์ประสิทธิผลในการวิจัย และไม่ต้องเลือกเพียงคำเดียว
การเขียนว่า “วันนี้รู้สึกกังวล” ต่างจากการตัดสินว่า “ฉันเป็นคนอ่อนแอ” สิ่งที่อยากบันทึกคือความรู้สึกในตอนนี้ หากภายหลังนึกถึงคำอื่นได้ ก็เพิ่มหรือแก้คำเดิมได้
ความต่างของการตอบสนองสมองในการทดลองกับผู้ใหญ่ 30 คน
งานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2007 ให้ผู้ใหญ่อายุ 18–36 ปี จำนวน 30 คน ทำงานหลายแบบขณะดูภาพใบหน้าที่แสดงอารมณ์ เช่น โกรธหรือกลัว ใช้ fMRI ซึ่งตรวจสัญญาณที่สัมพันธ์กับการไหลเวียนเลือดเพื่อศึกษากิจกรรมของสมอง
เมื่อเลือกคำที่ตรงกับอารมณ์บนใบหน้า การตอบสนองของอะมิกดะลา ซึ่งเป็นสมองส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ มีขนาดเล็กกว่าในงานอย่างการเลือกชื่อบุคคลที่สอดคล้องกับเพศของใบหน้านั้น (Lieberman และคณะ, 2007)
แต่สิ่งที่บอกเป็นคำพูดในการทดลองนี้ส่วนใหญ่คืออารมณ์บนใบหน้าในภาพ ไม่ใช่การเขียนบันทึกเรื่องกังวลของตัวเอง การตอบสนองของสมองส่วนหนึ่งที่เล็กลงก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าความทุกข์ที่เจ้าตัวรู้สึกลดลงเท่ากัน หรือปัญหาสุขภาพจิตได้รับการรักษาแล้ว
งานนี้แสดงว่าการใช้ภาษาจัดการเนื้อหาทางอารมณ์อาจทำให้การตอบสนองเปลี่ยนไป ส่วนการบันทึกในชีวิตประจำวันเปลี่ยนอะไรบ้าง ต้องศึกษาแยกต่างหาก
การตอบสนองของร่างกายกับความรู้สึกกลัวเป็นคนละอย่าง
มีงานที่ให้บอกความรู้สึกของตัวเองด้วย ในการทดลองปี 2012 คนที่กลัวแมงมุมมาก 88 คนถูกแบ่งเป็นสี่กลุ่ม เพื่อเปรียบเทียบวิธีเผชิญแมงมุมมีชีวิต ได้แก่ บอกความรู้สึกเป็นคำพูด ตีความสถานการณ์ใหม่ เบนความสนใจไปเรื่องอื่น หรือเผชิญโดยไม่เพิ่มวิธีเหล่านี้
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เมื่อเผชิญแมงมุมอีกตัวในสถานที่อื่น กลุ่มที่บอกความรู้สึกเป็นคำพูดมีการตอบสนองการนำไฟฟ้าของผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มอื่น แต่ไม่พบว่าความกลัวที่รายงานด้วยตัวเองลดลงมากกว่ากลุ่มอื่น (Kircanski และคณะ, 2012)
การนำไฟฟ้าของผิวหนังเป็นตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอย่างการขับเหงื่อ ไม่ใช่การวัดความกลัวที่บุคคลรู้สึกโดยตรง
| สิ่งที่วัด | ผลของกลุ่มที่บอกความรู้สึกเป็นคำพูด |
|---|---|
| การตอบสนองการนำไฟฟ้าของผิวหนัง | มีการตอบสนองน้อยกว่ากลุ่มอื่น |
| ความกลัวที่รายงานด้วยตัวเอง | ไม่พบว่าลดลงมากกว่ากลุ่มอื่น |
ควรมองการตอบสนองของร่างกายและความทุกข์ที่รู้สึกแยกกัน การทดลองนี้ไม่ได้หมายความว่าพูดออกมาแล้วความกลัวจะหายไปเสมอ
อีกทั้งผลมาจากการทดลองเผชิญสิ่งที่กลัว ไม่ได้ทดสอบผลของบันทึกสั้น ๆ ในชีวิตประจำวันหรือ Feelmo และไม่จำเป็นต้องเลียนแบบด้วยการฝืนเผชิญสิ่งน่ากลัวตามลำพัง
บอกเป็นคำพูดแล้วจะสบายใจขึ้นเสมอหรือ?
การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันทุกสถานการณ์
ในการทดลองที่ 2 ของงานปี 2022 ผู้เข้าร่วม 79 คนดูภาพไม่พึงประสงค์และเลือกคำที่ตรงกับความรู้สึกจากสองตัวเลือก โดยเปรียบเทียบกับงานควบคุมที่ไม่ต้องเลือกคำบอกอารมณ์
สำหรับภาพที่มีความเข้มข้นสูง งานเลือกคำบอกอารมณ์ทำให้รายงานความทุกข์ต่ำกว่างานควบคุม แต่สำหรับภาพที่มีความเข้มข้นต่ำ ผู้เข้าร่วมกลับรายงานความทุกข์สูงกว่าเมื่อเลือกคำ (Levy-Gigi และ Shamay-Tsoory, 2022)
นี่คืองานที่ใช้ภาพและคำสองคำที่นักวิจัยเตรียมให้ จึงสรุปไม่ได้ว่าจะเกิดผลเดียวกันกับความรู้สึกไม่ค่อยไหวในชีวิตประจำวัน หรือใช้ระดับความทุกข์อย่างเดียวเป็นกฎอัตโนมัติว่าจะเขียนหรือไม่
ประเด็นสำคัญคือการบอกเป็นคำพูดอาจมีทั้งสถานการณ์ที่ช่วยและไม่ช่วย ถ้าเขียนแล้วรู้สึกแย่ลง ไม่ต้องกดดันตัวเองให้หาคำที่แม่นยำยิ่งกว่าเดิม
ไม่จำเป็นต้องรวบรวมคำมากมาย
เมื่ออยากเข้าใจความรู้สึก อาจอยากค้นหาคำที่ละเอียดหลายคำ แต่การเขียนอย่างละเอียดไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายทุกครั้ง
การทดลองกับ 82 คนที่อ่านสถานการณ์สั้น ๆ ชวนให้เกิดอารมณ์และจินตนาการว่าตนอยู่ในนั้น พบว่ากลุ่มที่ใช้คำบอกอารมณ์น้อยคำรายงานความชัดเจนของอารมณ์สูงกว่ากลุ่มที่ใช้หลายคำ (Vine และคณะ, 2019)
งานนี้ศึกษาความชัดเจนของอารมณ์ในขณะนั้นและแผนรับมือหลังจากนั้น ไม่ได้พิสูจน์ผลระยะยาวของการเขียนบันทึกหรือผลการรักษา และไม่ได้สรุปว่าคำเดียวดีที่สุดเสมอ
บันทึกวันนี้อาจจบแค่ “อาจกังวลนิดหน่อย” แล้วพักไว้ตรงนั้นก่อนก็ได้
ถ้าจะเขียน ลองแยกเป็นสามส่วน
ต่อจากนี้คือตัวอย่างบันทึกในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การทำขั้นตอนทดลองซ้ำโดยตรง จดสั้น ๆ เฉพาะส่วนที่เขียนไหวก็พอ
เลือกเหตุการณ์เพียงหนึ่งอย่าง
“ข้อความที่ส่งยังไม่มีคำตอบ” เริ่มจากสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วน “เขาไม่ชอบฉัน” เป็นความคิดที่ผุดขึ้นมา ไม่ใช่ตัวเหตุการณ์ จะจดความคิดนั้นด้วยก็ได้ แต่แยกไว้จากสิ่งที่รู้เป็นข้อเท็จจริงในตอนนี้
ถ้าสังเกตเห็นความรู้สึกทางกาย ก็เติมลงไป
“ไหล่เกร็ง” “รู้สึกหนัก ๆ ที่ท้อง” วันที่นึกออกเพียงความรู้สึกทางกายก็เริ่มจากตรงนั้นได้ ความรู้สึกนั้นอย่างเดียวไม่ได้ระบุอารมณ์หรือโรคใดโรคหนึ่งแน่นอน
ลองใช้คำที่ใกล้เคียงไว้ก่อน
“อาจกังวล” “เหงานิดหน่อย” “บางทีตอนนั้นอาจโกรธ” เติมคำที่ดูใกล้เคียงโดยไม่ต้องพยายามตอบให้ถูกเป๊ะ “ยังไม่รู้” หรือ “ทั้งกังวลและเหงา” ก็ได้

ภาพ 2 ตัวอย่างสำหรับลองใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องมีครบทั้งเหตุการณ์ ความรู้สึกทางกาย และคำบอกอารมณ์ บันทึกนี้ไม่ได้พิสูจน์เจตนาของอีกฝ่ายหรือสาเหตุของความรู้สึก
“ยังไม่มีคำตอบ ไหล่เกร็ง อาจกังวล”
หลังจากนั้นจะทำอะไรเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง จะพัก กลับไปทำอย่างอื่น คุยกับคนที่ไว้ใจ หรือปิดบันทึกโดยยังไม่ตัดสินใจก็ได้ การเรียกชื่อความรู้สึกไม่ได้บังคับให้ต้องหาทางแก้ทันที
ถ้าใช้บันทึกความรู้สึกของ Feelmo ก็เขียนสั้น ๆ ด้วยคำที่ใช้ตามปกติได้ กระดาษหรือแอปจดโน้ตที่คุ้นเคยก็ใช้ได้เช่นกัน
วันที่หาคำไม่เจอ ก็ปล่อยไว้แบบนั้นได้
“วันนี้ก็ยังไม่ค่อยรู้”
“มีหลายเรื่องเกิดขึ้น ตอนนี้ยังไม่อยากเขียน”
คำเหล่านี้ก็เป็นบันทึกเกี่ยวกับตัวคุณในตอนนี้เช่นกัน จะปิดโดยไม่เขียนอะไร หรือกลับมาเติมคำอื่นภายหลังก็ได้
ถ้าเขียนแล้วความรู้สึกไม่เปลี่ยน ก็ไม่ได้แปลว่าล้มเหลว การเรียกชื่อความรู้สึก การแก้เหตุการณ์ และการลดความทุกข์ เป็นคนละเรื่องกัน
ถ้ายิ่งเขียนยิ่งคิดไม่หยุด หรือความทรงจำที่เจ็บปวดกลับมาแรงขึ้น หยุดกลางคันได้ ไม่ต้องทำให้การเขียนละเอียดหรือเขียนทุกวันเป็นการบ้านที่สั่งตัวเอง
หากยังรู้สึกไม่ไหวต่อเนื่อง อย่าอาศัยบันทึกอย่างเดียว
นอนไม่หลับ ความอยากอาหารเปลี่ยน หรือทำงานและงานบ้านตามปกติได้ยาก หากความทุกข์เช่นนี้ต่อเนื่องหรือแย่ลง ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ไม่ต้องพยายามจัดการด้วยบันทึกอย่างเดียว NIMH แนะนำให้ดูผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และปรึกษาผู้ให้บริการสุขภาพเมื่อการดูแลตัวเองไม่ช่วยหรืออาการแย่ลง
ไม่จำเป็นต้องสรุปว่าความไม่สบายทางกายทั้งหมดมาจากอารมณ์ หากกังวลเรื่องอาการทางกาย ก็ขอคำปรึกษาเรื่องอาการนั้นโดยตรงได้
ไม่ต้องรอจนเรียบเรียงคำอธิบายได้ดี “รู้สึกไม่ค่อยไหว และอธิบายเองก็ลำบาก” เริ่มจากบอกแบบนั้นได้เลย
แหล่งอ้างอิง
- Lieberman MD, et al. (2007). Putting feelings into words: Affect labeling disrupts amygdala activity in response to affective stimuli — Psychological Science, 18(5), 421–428. DOI: 10.1111/j.1467-9280.2007.01916.x
- Kircanski K, Lieberman MD, Craske MG. (2012). Feelings into words: Contributions of language to exposure therapy — Psychological Science, 23(10), 1086–1091. DOI: 10.1177/0956797612443830
- Levy-Gigi E, Shamay-Tsoory S. (2022). Affect labeling: The role of timing and intensity — PLOS ONE, 17(12), e0279303. DOI: 10.1371/journal.pone.0279303
- Vine V, Bernstein EE, Nolen-Hoeksema S. (2019). Less is more? Effects of exhaustive vs. minimal emotion labelling on emotion regulation strategy planning — Cognition and Emotion, 33(4), 855–862. DOI: 10.1080/02699931.2018.1486286
- สุขภาพจิตของฉัน: ฉันต้องการความช่วยเหลือไหม? (My Mental Health: Do I Need Help?) — สถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติสหรัฐฯ (NIMH) เข้าถึงเมื่อ 27 ตุลาคม 2026
